ละครเวทีเกาหลี...มหาวิทยาลัยมหาสารคาม..

วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

วิธีดูแบบโบราณ… ได้ลูกสาวหรือลูกชาย


วิธีดูแบบโบราณ… ได้ลูกสาวหรือลูกชาย
บอกเพื่อนด้วย Link:
หมวด: รู้ไว้ใช่ว่า, บทความ, บทความดี, บทความดีๆ, บทความน่าอ่าน, เรื่องน่ารู้
ดูจากการก้าวเท้าของแม่ โบราณบอกว่า ให้คุณแม่ทดลองก้าวเท้าสัก 2-3 ก้าว หากก้าวเท้าขวาจะได้ลูกชาย ก้าวเท้าซ้ายจะได้ลูกสาว
ดูจากฝ่ามือคุณแม่ ถ้าคุณแม่หงายมือมา แสดงว่าลูกเป็นลูกสาว ถ้าคว่ำมือลูกเป็นผู้ชาย ถ้ายื่นมือซ้ายเป็นลูกสาว ถ้ายื่นมือขวาเป็นลูกชาย
ดูจากใบหน้าคุณแม่ ถ้าคุณแม่มีหน้าตาแจ่มใส ไม่มีฝ้าจะได้ลูกชาย แต่ถ้าคุณแม่ดูโทรม มีไฝฝ้าจะได้ลูกสาว
ดูจากความฝันของแม่ ถ้าฝันว่าได้แหวนจะได้ลูกชาย ถ้าฝันว่าได้สร้อย ได้กำไล ตุ้มหู จะได้ลูกสาว
ทายจากเด็กเหยียบท้อง ถ้าไม่เหยียบแปลว่าได้ลูกสาว ถ้าเหยียบแปลว่าได้ลูกชาย
ที่สำคัญอย่าให้คุณแม่รู้ตัว

เกร็ดน่ารู้ วิธีล้างพิษอาหาร ก่อนกิน


เกร็ดน่ารู้ วิธีล้างพิษอาหาร ก่อนกิน
บอกเพื่อนด้วย Link:
หมวด: บทความ, บทความดีๆ, เคล็ดลับ, เรื่องดีๆ, เรื่องน่ารู้, เกร็ดความรู้
ปลอดภัยด้วยสูตรขนมปัง ใช้โซดาทำขนมปัง (โซเดียมไบคาร์บอเนต) 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่น 20 ลิตร (1 กาละมัง) แช่ผัก ทิ้งไว้ 15 ก่อนนำมาปรุงอาหาร
ลดสารพิษฆ่าแมลง 60-84% ใช้น้ำส้มสายชู 0.5% หรือน้ำส้มสายชู อสร. 1 ขวดผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15 นาที
ลดสารพิษฆ่าแมลง 54-63% เด็ดผักเป็นใบๆ ใส่ตะกร้าโปร่ง เปิดน้ำไหลแรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผัก ล้างนาน 2 นาที
ลดสารพิษฆ่าแมลง 7-33% ล้างผักรอบแรกให้สะอาด เด็ดผักออกเป็นใบๆ แช่ในอ่างน้ำนาน 15 นาที
ลดสารพิษ 50% ลวกผักด้วยน้ำร้อน ส่วนการต้มนั้นลดสารพิษได้ 50% เช่นเดียวกัน แต่จะมีสารพิษตกค้างในน้ำแกง จึงควรล้างผักลดสารพิษก่อนทำแกง
เสียปริมาณดีกว่าเสียใจ ผักที่มีกาบใบห่อหุ้มเป็นชั้นๆ เช่น กะหล่ำปลี หัวหอมใหญ่ ควรปอกเปลือกหรือลอกใบชั้นนอกออกจะสามารถช่วยลดสารพิษลงได้
ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน ผสมผงปูนคลอรีน 1/2 ช้อนชากับน้ำ 20 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15-30 นาทีจะฆ่าเชื้อโรคได้ดีมาก
ล้างผักด้วยน้ำยาล้างจาน ใช้น้ำยาล้างจานกับฟองน้ำ (หรือสก็อตไบรต์) ถูเบาๆ ช่วยลดโอกาสติดเชื้อที่อยู่บริเวณผิวของผลไม้ได้ วิธีนี้ยังเหมาะสำหรับล้างไข่ด้วย
ล้างนอกล้างใน ผลไม้ที่กินทั้งเปลือกได้ เช่น มะเฟือง สตรอเบอร์รี่ ฝรั่ง ควรล้างหลายๆ ครั้ง ใช้แปรงขนอ่อนถูเบาๆ ให้ทั่วแล้วล้างน้ำเกลือหรือน้ำสุก ส่วนผลไม้ที่ต้องปอกเปลือกก่อนจึงกินได้ เช่น มะม่วง มะละกอ สับปะรด ควรนำมาล้างก่อน จึงค่อยปอกเปลือก เพราะถ้าไม่นำมาล้างก่อน สิ่งสกปรกบนผลไม้จะติดไปกับมือหรือมีดขณะปอกผลไม้ได้ ทำให้เนื้อผลไม้สกปรก
ยาสีฟันสารพัดประโยชน์ องุ่นปกติมักจะมีคราบเหมือนยางเป็นฝ้าขาวๆ ล้างยังไงก็ไม่ออก วิธีล้างให้เด็ดผลองุ่น ออกจากพวงใส่ภาชนะบีบยาสีฟัน (อะไรก็ได้) พอสมควร ขยี้ให้ทั่วมือ ใส่น้ำพอสมควร แล้วล้างด้วยน้ำเปล่าจนสะเด็ดน้ำ
ก่อนกินอาหารคราวหน้า อย่าลืมล้างสารพิษออกก่อนนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีค่ะ

เรื่องน่ารู้ เกล้าผมสวยสมโอกาส 3 ลักษณะ


เรื่องน่ารู้ เกล้าผมสวยสมโอกาส 3 ลักษณะ
บอกเพื่อนด้วย Link:
หมวด: ทรงผม, ทรงผมวัยรุ่น, ทรงผมยาว, ทรงผมสวยๆ, ทรงผมแฟชั่น, เรื่องน่ารู้, เกร็ดความรู้, เกล้าผม
สำหรับการเกล้าผมให้เหมาะสมกับโอกาสแบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ
เกล้าแบบม้วนต่ำใกล้ท้ายทอย เป็นการเกล้าผมที่เหมาะกับการไปร่วมงานที่เป็นทางการ สุภาพ สำรวม
แบบต่อมาเป็น การเกล้าผมแบบม้วนระดับกลางศีรษะ แสดงออกถึงความทะมัดทะแมง เสริมภาพลักษณะความเป็นเวิร์คกิ้งวูแมน เหมาะกับการเกล้าเพื่อเข้าร่วมประชุม หรือสมัครงาน
สุดท้าย เกล้าแบบม้วนสูง ควรทำผมทรงนี้ในวันว่าง ไม่เป็นทางการ ยามที่ได้รีแลกซ์ เป็นทรงผมที่เหมาะกับวัยรุ่น
นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มความสวยงามให้ทรงผมที่เกล้าม้วนด้วยการติด เครื่องประดับผม โดยเลือกให้เหมาะกับเสื้อผ้าและโอกาส

เรื่องน่าอ่าน วิธี… ขจัดความฟุ่มเฟือย


เรื่องน่าอ่าน วิธี… ขจัดความฟุ่มเฟือย
บอกเพื่อนด้วย Link:
หมวด: รู้ไว้ใช่ว่า, บทความ, บทความดีๆ, บทความสอนใจ, เคล็ดลับ, เรื่องน่ารู้, เกร็ดความรู้
หลีกไกลอารมณ์อยากซื้อ ใน ที่นี้หมายถึงการเดินช้อปปิ้งทุกประเภท เพราะการขายของไม่ว่าให้ห้างสรรพสินค้า หรือตลาดนัดก็ตามล้วนมีการตกแต่งร้าน ทำการตลาดลดราคาให้ดูน่าซื้อหามาเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนจะมีของ Sale ล่อตาล่อใจ ให้สาวๆ ล่องลอยเข้าไปในร้านสู่โลกแห่งความฝัน และคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นคุ้มค่าเพราะราคาถูกกว่าครึ่ง โดยที่ไม่ได้นึกถึงเลยว่าเราไม่ได้ต้องการมันสักนิด หรือไม่มันก็ยังไม่จำเป็น เพราะว่าสาวๆ กำลังติดอยู่ในอารมณ์อยากซื้อนั่นเอง ดังนั้นหนทางแก้อยู่ที่การกลับไปนอนคิดที่บ้านก่อน สักพักอารมณ์อยากตรงนั้นก็จะหายไปเอง
ใช้เวลาช้อปปิ้งมาทำงาน เอา เวลาที่คุณไปช้อปปิ้งทำงานที่ค้างไว้ หรือหาข้อมูลเกี่ยวกับการงานใหม่ๆ เพราะว่าเวลาที่คุณมีอยู่สามารถสร้างเงินได้แทนการออกไปฟุ่มเฟือย นอกจากนี้ยิ่งทำงานยิ่งเพิ่มเงินเยอะขึ้น ตำแหน่งหน้าที่มีการเติบโต บางทีอาจจะมีโบนัสปลายปีคอยอยู่ หากยังรู้สึกอยากจะดูของอยู่ ให้ใช้วิธีเลือกของเก่าเอามามิกซ์แอนด์แมตช์ ไว้เป็นกิจกรรมคลายเหงาของสาวชอบแต่งตัวแทน
คิดการใหญ่ไม่ฟุ่มเฟือย การ คิดการใหญ่เป็นสิ่งที่ดี เพราะหมายถึงคุณจะต้องมีวินัยในการสะสมเงินให้ได้จำนวนมากพอสมควร เพื่อเก็บไว้ซื้อของที่อยากได้จริงๆ ไม่ใช่ของกระจุกกระจิกราคาถูกที่ใช้ 3 ทีก็เจ๊ง ลองเก็บตังค์ซื้อกระเป๋าหรือรองเท้าแบรนด์เนมดูสิ เพราะของพวกนี้ใช้ทนใช้นาน ดูแล้วคุ้มค่ากว่าการซื้อบ่อยๆ แต่ของไม่มีคุณภาพกว่ากันเยอะ
ไม่พกเงินและบัตรเต็มกระเป๋า วิธี ไม่พกเงินเยอะๆ จะทำให้คุณจำกัดการใช้จ่ายได้อย่างดี รวมทั้งงดใช้เงินอนาคตของบัตรเครดิต แม้ว่าจะมีแต้มสะสมล่อตาล่อใจเท่าไรก็ตาม พกเพียงแค่ 1-2 ใบ ไว้ยามฉุกเฉินก็พอแล้ว
อย่าใช้บัตรแบบผ่อนของหลายใบเกินนะคะ เพราะคุณจะอยู่ในวังวนของความเป็นหนี้ พยายามใช้ให้พอดี แบบที่คุณจะจ่ายได้ ไม่เดือนร้อน

ชายับยั้งอัลไซเมอร์



ชายับยั้งอัลไซเมอร์
ดร. เอ็ด โอเคลโล่ แห่งศูนย์วิจัยสมุนไพร มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ พบว่า การดื่มชาเขียวหรือชาดำวันละ 1 ถ้วยทุกวัน จะสามารถยับยั้งการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ เพราะในชาเขียว และชาดำ มีสารที่ช่วยยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาของเอ็นไซม์ที่ก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ นอกจากนี้การดื่มชาเขียวยังสามารถป้องกันการเกิดปฏิกิริยาเบต้า-ซีเครเทส (Beta-secretase) ที่เป็นขั้นตอนในการผลิตตะกอนโปรตีนในสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุของการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ แต่จะต้องดื่มชาเขียวอย่างน้อย 1 อาทิตย์ถึงจะเห็นผลดี หากดื่มชาดำเพียงแค่ 1 วัน ก็สามารถเห็นผลได้เร็วกว่าการดื่มชาเขียวหลายเท่า แม้แพทย์จะไม่สามารถรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายได้ แต่การดื่มชาก็สามารถยับยั้งและลดภาวะเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ รู้อย่างนี้แล้วลองหันมาดื่มชากันเถอะ แถมยังไม่มีผลข้างเคียงอีกด้วย.ที่มา : เดลินิวส์

เบอริเบอรี่



เบอริเบอรี่
โรคเบอริเบอรี่ (beriberi) ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในเวลานี้ หลายคนคงไม่รู้จัก แต่เมื่อพูดถึงโรคเหน็บชา คงจะคุ้นหูกันดี สาเหตุเกิดจากการขาดวิตามินบี 1 ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย มีหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการเผาผลาญอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน แปรไปเป็นพลังงาน และมีส่วนสำคัญของระบบประสาท โดยเฉพาะในด้านนำกระแสความรู้สึกของเส้นประสาท วิตามินบี 1 เป็นสารที่ละลายน้ำ ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร มีมากในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อหมูจะมีมากที่สุด แต่ในเนื้อสัตว์ชนิดอื่นก็มีเช่นกัน และยังมีอยู่ในถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วแดง ข้าวกล้อง จมูกข้าว ข้าวมันปู ข้าวเหนียวดำ งาขาว งาดำ เป็นต้น แต่ละวันร่างกายต้องการวิตามินบี 1 เพื่อไปแปรให้เกิดพลัง โดยร่างกายจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติเมื่อมีภาวะด้านสรีรวิทยา เช่น เด็กที่อยู่ในวัยเจริญเติบโต หญิงมีครรภ์ หรือให้นมบุตร นักกีฬา หรือผู้ใช้แรงงาน หรือมีภาวะทางพยาธิวิทยา คือ มีโรคติดเชื้อ เจ็บป่วย ภาวะเครียด หรือธัยรอยด์ทำงานหนัก ร่างกายต้องการใช้วิตามินบี 1 ตลอดเวลาเพื่อนำไปสร้างเป็นพลังงาน แต่หากร่างกายทำงานหนักมากติดต่อกันหลายวัน โดยไม่ได้รับวิตามินบี 1 โอกาสที่จะเกิดโรคเบอริเบอรี่ถึงขั้นรุนแรงได้ ในเด็กจะพบบ่อยในทารกอายุ 2-3 เดือนที่ดื่มนมแม่ที่ขาดวิตามินบี 1 เด็กจะมีอาการ เช่น หน้าเขียว หอบเหนื่อย ตัวบวม หัวใจเต้นเร็ว หัวใจโต ร้องเสียงแหบหรือไม่มีเสียง อาจเสียชีวิตได้ภายใน 2-3 ชั่วโมงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที หากเกิดในวัยผู้ใหญ่จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ Dry beriberi คือ การชาแบบไม่บวม มักเป็นตามปลายมือ ปลายเท้า กล้ามเนื้อแขนขาไม่มีกำลัง ไม่อันตราย และอีกชนิดคือ Wet beriberi จะมีอาการบวมร่วมกับการชาปลายมือ ปลายเท้า มีน้ำคั่งในช่องท้อง ช่องปอด บางรายจะมีอาการหอบเหนื่อย หัวใจโตและเต้นเร็ว อาจหัวใจวายได้ ที่มีอันตรายและส่งผลต่อหัวใจมากเพราะหัวใจเป็นอวัยะส่วนที่ทำงานตลอดเวลาต้องการพลังงานมากกว่าส่วนอื่น การป้องกันทำได้ง่ายนิดเดียว เพียงทานอาหารที่มีวิตามินบี 1 หากทานเนื้อสัตว์ไม่ได้ ก็ทานข้าวกล้อง จมูกข้าวแทน หรือทานวิตามินเสริม ซึ่งหลักสำคัญคือ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ก็เพียงพอแล้ว
ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ดับร้อน แก้เครียด ด้วย "กล้วยหอม"



ดับร้อน แก้เครียด ด้วย "กล้วยหอม"
"กล้วย" เป็นผลไม้ที่หากินได้ง้าย..ง่าย ในเมืองไทย ปลูกก็ง่าย ซื้อหาก็ได้ในราคาไม่แพง แถมกินแล้วยังได้ประโยชน์แสนคุ้ม แถมรสชาติยังอร่อยดีเสียอีก "กล้วยหอม" ก็เป็นกล้วยชนิดหนึ่งที่รสชาติดีแถมมีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการช่วยบรรเทาอาการจุกเสียดแน่นท้อง เพราะในกล้วยหอมมีสารลดกรดตามธรรมชาติอยู่ อีกทั้งยังช่วยแก้อาการไม่อยากจะตื่นในตอนเช้า (Morning Sickness) หากกินกล้วยหอมในระหว่างมื้อเช้า เที่ยงหรือเย็น ก็จะช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดและแก้อาการดังกล่าวในตอนเช้าได้ และในกล้วยหอมนั้นมีวิตามินบีอยู่มาก จะช่วยลดความเครียด และความอ่อนล้าได้ คนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารหรือเป็นแผลในลำไส้ การกินกล้วยหอมเป็นประจำยังทำให้มีการเคลือบผิวภายในกระเพาะอาหารลดการเป็นแผลในกระเพาะได้ และเส้นใยในกล้วยหอมก็จะช่วยให้การย่อยอาหารของลำไส้เล็กดีขึ้น ขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วย นอกจากนี้กล้วยหอมยังช่วยปรับระดับอุณหภูมิในร่างกาย การกินกล้วยหอมในวันที่อากาศร้อนๆ ก็จะช่วยให้อุณหภูมิในร่างกายลดลงได้บ้าง ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องกินเท่านั้น แต่ยังมีเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ อยู่ว่า ใครที่โดนยุงกัดเป็นตุ่มมา ให้ลองใช้เปลือกกล้วยหอมด้านในถูบริเวณที่ถูกยุงกัด ก็จะสามารถช่วยลดอาการคันหรือบวมได้ด้วย
ข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์

"กุยช่าย"



"กุยช่าย"
"กุยช่าย" หรือที่เราชอบเรียกกันว่า "ผักไม้กวาด" นั้น แม้จะมีกลิ่นฉุนเล็กน้อย แต่ก็ถือเป็นดอกไม้กินได้อีกอย่างหนึ่งที่คนเรานิยมนำมาประกอบอาหาร โดยส่วนมากที่เห็นก็จะนำมาผัดน้ำมันหอยใส่เนื้อสัตว์เล็กน้อย เป็นเมนูโปรดอีกอย่างหนึ่ง นอกจากจะเป็นอาหารจานอร่อยแล้ว ดอกกุยช่ายนี้ก็ยังมีประโยชน์ไม่น้อย เพราะสามารถช่วยให้คนที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรงง่าย เหนื่อยง่าย คนป่วย คนอายุมาก หรือคนที่มีอาการกามตายด้าน ให้กลับคืนสู่สภาพปกติได้ เพราะผักกุยช่ายนี้มีแร่ธาตุและสารปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค แต่ถ้ากินเข้าไปครั้งเดียวในปริมาณมากๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะได้ แต่ก็มีวิธีการแก้โดยนำผักกุยช่ายไปปรุงกับตับ หรือกุ้งหรือหมู และยังมีสรรพคุณช่วยบำรุงน้ำนมในคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรใหม่ๆ แถมยังมีเบต้าแคโรทีน ที่ร่างการเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ช่วยป้องกันมะเร็ง มีธาตุเหล็กที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และมีวิตามินสูง อีกทั้งมีกากใยช่วยในการย่อยอาหาร ลดโอกาส เกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้ ถ้ากินดอกกุยช่ายอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายจะแข็งแรง มีกำลังวังชา ร่างกายขับเหงื่อได้ดี ช่วยบำรุงไตได้อีกด้วย
ข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์

สารฟอกขาวในตะเกียบ



สารฟอกขาวในตะเกียบ
เวลารับประทานก๋วยเตี๋ยว ใคร ๆ ก็คงต้องใช้ตะเกียบในการรับประทาน แต่ทราบหรือไม่ว่า ในตะเกียบนั้นมีสารฟอกขาวอยู่ด้วย วันนี้เกร็ดความรู้มีมาบอกกัน... อันตรายจากสารฟอกขาวที่อยู่ในตะเกียบ เป็นชนิดเดียวกับสารฟอกขาวที่ใช้แช่ถั่วงอก โดยสารฟอกขาวจะมีสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เป็นส่วนประกอบ เมื่อโดนน้ำร้อนหรือของที่มีอุณหภูมิสูง สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะเปลี่ยนเป็นสารซัลฟูริค หรือสารชนิดเดียวกับในแบตเตอรี่รถยนต์ สารดังกล่าวจะละลายออกมาจากตะเกียบ ปะปนอยู่ในอาหารที่กินเข้าไป หากผู้ที่เป็นโรคหอบหืด หรือคนแพ้ง่ายจะมีอาการทันที แต่หากร่างกายแข็งแรงสารเหล่านี้ก็จะสะสม ในร่างกาย ซึ่งการปนเปื้อนของสารจะละลายออก มาเมื่อตะเกียบถูกน้ำร้อนหรือความร้อน เช่น การ กินสุกี้ หรือหม้อไฟต่าง ๆ แต่ถ้านำไปใช้กับอาหาร ที่ไม่ร้อนก็ไม่พบว่าสารฟอกขาวเจือปนออกมา สำหรับอันตรายของสารฟอกขาวที่เข้าไปสะสมในร่างกายจะค่อย ๆ ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำลง และเกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าปกติ เพราะเมื่อร่างกายไม่มีภูมิต้านทาน ถ้าได้รับเชื้อต่าง ๆ จะไม่มีระบบการทำลาย และสิ่งต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายนั้น จะไปสะสมทำให้เกิดโรคอื่น ๆ ที่จะกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็งได้ ดังนั้น หากต้องใช้ตะเกียบชนิดดังกล่าวในการกินของร้อน ๆ สามารถป้องกันได้ด้วยการแช่ในน้ำร้อนประมาณ 3-4 นาที แล้วเทน้ำทิ้งไป จากนั้นจึงนำตะเกียบมาใช้ได้ ส่วนตะเกียบชนิดไม้ไผ่แม้จะไม่มีสารฟอกขาว แต่ต้องทำความสะอาดให้ดีและทำให้แห้งเพื่อไม่ให้เกิดเชื้อรา เพราะจะทำให้เกิดสารอัลฟาทอกซิน หรือสารก่อมะเร็งได้ ครั้งหน้าจะใช้ตะเกียบก็อย่าลืมทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนนำมาใช้ จะได้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ข้อมูลจาก mcot.net

ผักบร็อคโคลี่...รักษาโรคอัลไซเมอร์





ผักบร็อคโคลี่...รักษาโรคอัลไซเมอร์
ข่าว สุขภาพ เผย ผักบร็อกโคลี สามารถรักษา โรคอัลไซเมอร์ ได้ โดยผลงานวิจัยระบุว่า มีผักและผลไม้ 5 ชนิด มีสารประกอบที่ทำหน้าที่เหมือนกับยาที่ใช้รักษา โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ผักบร็อกโคลี และใน ผักบร็อกโคลี มีสารดังกล่าวเยอะที่สุด ใครที่ชอบทานผักบร็อคโคลี่บ้าง รู้หรือไม่ว่าช่วยรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้ วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาบอกกันผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน ระบุว่า มีผักและผลไม้ 5 ชนิด มีสารประกอบที่ทำหน้าที่เหมือนกับยาที่ใช้รักษาโรคอัลไซเมอร์ ได้คือ บร็อคโคลี่ มันฝรั่ง ส้ม แอปเปิ้ล และหัวไชเท้าโดยเฉพาะผักบร็อคโคลี่มีสารดังกล่าวเยอะที่สุด รู้อย่างนี้แล้ว...ควรหันมารับประทานผักบร็อคโคลี่แก้โรคอัลไซเมอร์กันดีกว่า
ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ยาตีกัน



ยาตีกัน
ยาตีกัน หมายถึงคนที่กินยาหลายอย่างเข้าไปในระยะเวลาเดียวกัน ยาเหล่านั้นจะเข้าไปมีผลต่อกัน ทำให้ฤทธิ์ของยาแต่ละอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งอาจเป็นโทษได้ ในปัจจุบัน ประชาชนไม่น้อยนิยมซื้อยามากินเอง บางทีซื้อยาเป็นชุดมาจากร้านขายยา บางคนนิยมไปหาแพทย์เฉพาะทางให้รักษาอาการแต่ละอย่าง บางทีไปหาหมอรักษาทีเดียวพร้อมกันหลายๆ คน เช่น คนหนึ่งรักษาหัว อีกคนรักษาท้อง เป็นต้น โดยหารู้ไม่ว่ายาที่หมอคนหนึ่งให้อาจไปตีกับยาของหมออีกคนหนึ่ง เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันบางชนิด จะต้องกินยา coumadin เพื่อทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง มีผลให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดีขึ้น และหลอดเลือดหัวใจตีบตันดีขึ้น แต่มียาอยู่กว่า 20 ชนิดที่มีผลให้ยา coumadin มีฤทธิ์แรงขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีเพราะอาจทำให้เลือดไม่แข็งตัว เกิดเลือดออกในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น สมอง หรืออาเจียนเป็นเลือด อาจเป็นอันตรายได้ โดยยาดังกล่าวได้แก่ แอสไพริน ยาแก้อักเสบ phenyl butazone หรือยาปฏิชีวนะอย่าง chloramphenicol บางคนที่กินยา coumadin อยู่แล้วไปกินยาแอสไพริน อีกเม็ดเดียวหรือสองเม็ดก็เกิดเลือดออกเป็นอันตรายได้ ผู้ที่กำลังได้รับยานี้รักษาจึงควรระวังการใช้ยาให้มาก การที่ยาตีกันแต่ไม่รุนแรงอย่างที่ยกมาก็มี เช่น คนที่กินยาพวกเข้าเหล็ก ซึ่งเป็นยาบำรุงเลือด หรือคนที่กินยาพวกที่เป็นเกลือด่าง เพื่อลดกรดในกระเพาะอาหาร จะมีผลทำให้การดูดซึมของยาอื่นๆ จากกระเพาะและลำไส้เสียไป เช่น เมื่อมีการอักเสบ มีเชื้อโรค กินยาพวกปฏิชีวนะก็ดูดซึมไม่ได้ การอักเสบติดเชื้อก็ไม่หาย คนทีกินยาเบาหวาน ถ้าไปกินเหล้าหรือเบียร์ ซึ่งมีแอลกอฮอล์ก็จะเกิดอาการแพ้ได้ และยังมียาอีกหลายอย่างที่ไม่ถูกกับแอลกอฮอล์ เช่น ยาคลายกังวลบางอย่างจะทำให้เมาง่ายขึ้น ถ้าไม่ระวังคิดว่าดื่มแก้วเดียวเคยขับรถได้สบาย หากดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาพวกนี้ ก็อาจได้รับอุบัติเหตุเป็นอันตรายได้ จะเห็นได้ว่าการกินยาหลายอย่างพร้อมกันนั้น นอกจากยาจะมีฤทธิ์ต่อคนแล้ว ยายังมีฤทธิ์ต่อยากันเองด้วย ทำให้ผลของยาผิดไปจากปกติ ซึ่งบางอยางอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ต้องระวังให้มาก
ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ยากับน้ำผลไม้ อันตรายกว่าที่คิด



ยากับน้ำผลไม้ อันตรายกว่าที่คิด
เวลาที่ไม่สบายเราก็ต้องทานยาเพื่อจะได้หายป่วยไวๆ แต่บางทีถ้าหากว่าเป็นโรคบางโรคแล้วทานยาแล้วเผลอตามด้วยการดื่มน้ำผลไม้เข้า นั่นอาจจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่อันตรายซึ่งคงไม่เป็นที่ปรารถนาอยากจะได้มาอย่างแน่นอน คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ซานฟรานซิสโก ได้เปิดเผยผลการวิจัยซึ่งบ่งว่าน้ำผลไม้ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของร่างกาย ที่จะทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาของยาหมดไป เพราะก่อนที่ยานั้นจะซึมเข้าสู่กระแสเลือด น้ำผลไม้จะต่อต้านการดูดซึมของยาที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว และโรคภูมิแพ้ต่างๆ รวมไปถึงยาที่ใช้กับผู้ป่วยที่ทำการปลูกถ่ายอวัยวะใหม่ผลการวิจัยที่ได้รับการเปิดเผยก่อนหน้านี้ บ่งบอกถึงอันตรายของน้ำผลไม้ในแง่ที่ส่งผลต่อการรับประทานยาเช่นกัน เพราะฤทธิ์ในการทำลายเอนไซม์ในร่างกาย ที่ทำหน้าที่สกัดกั้นไม่ให้ยาเข้าสู่กระแสเลือดมากเกินไป เมื่อเอนไซม์ชนิดนี้ลดลง ทำให้ตัวยาบางชนิดรวมถึงยาที่ใช้ในการรักษา โรคความดันโลหิตและแอนติฮิสตามีน (Antihistamines) มีฤทธิ์ในการรักษารุนแรงขึ้น เพราะในบางกรณีที่ร่างกายได้รับตัวยามากเกินขนาด จะเป็นผลเสียต่อการรักษาและร่างกายผู้ป่วยทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการทานยาพร้อมน้ำผลไม้ทุกชนิด และเลือกรับประทานกับน้ำเปล่าดีที่สุด
ที่มา โดย ผู้จัดการออนไลน์

แนะดื่มชาอย่าใส่นม รักษาคุณค่าต่อหัวใจ


แนะดื่มชาอย่าใส่นม รักษาคุณค่าต่อหัวใจ
งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า ชาช่วยทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และทำให้ เส้นเลือดใหญ่ขยาย อย่างไรก็ดี นักวิจัยจากโรงพยาบาลคาริตของมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน เยอรมนี พบว่านมทำให้ประโยชน์ของชาในการปกป้องโรคหัวใจหมดไป ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีการบริโภคมากที่สุดทั่วโลกรองจากน้ำ ดังนั้น ประโยชน์ของชาจึงมีความสำคัญในแง่สาธารณสุข กระนั้น จนถึงขณะนี้กลับไม่มีใครรู้ว่า การเติมนมลงไปในชาจะให้ผลอย่างไร ดร.เวเรนา สแตงล์ ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจของโรงพยาบาลคาริต และทีมนักวิจัยพบว่า โปรตีน casein ในนมทำให้ปริมาณสาร catechin ที่มีฤทธิ์ปกป้องโรคหัวใจลดลง นักวิจัยทีมนี้เชื่อว่า ผลการค้นพบซึ่งตีพิมพ์อยู่ในวารสารยูโรเปียน ฮาร์ต เจอร์นัล สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดประเทศอย่างอังกฤษที่ประชาชนนิยมดื่มชาใส่นม จึงไม่มีสถิติว่าการดื่มชาช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจ นักวิจัยเปรียบเทียบผลต่อสุขภาพจากการดื่มน้ำอุ่น ชาแบบเติมนมและไม่เติมนมกับผู้หญิงสุขภาพดี 16 คน โดยใช้อุลตราซาวด์ดูเส้นเลือดใหญ่บริเวณข้อมือก่อนและหลังดื่มชา 2 ชั่วโมง สิ่งที่พบคือ ชาดำทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการดื่มน้ำอุ่น แต่เมื่อเติมนมลงไป คุณประโยชน์นั้นจะหายไปทันที การทดสอบกับหนูได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน กล่าวคือการกินชาดำ กระตุ้นให้ร่างกายของหนูผลิตสารไนตริกออกไซด์ที่ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว แต่เมื่อเติมนมลงไปในชา ปรากฏว่าไม่มีปฏิกิริยาดังกล่าวเกิดขึ้น นอกจากนั้น ยังเป็นที่รู้กันว่าชามีฤทธิ์ต่อต้านโรคมะเร็ง การศึกษานี้จึงอาจมีนัยต่อเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน "การที่นมทำให้กิจกรรมชีวภาพของสารประกอบในชาเกิดการเปลี่ยนแปลง จึงมีแนวโน้มว่า ผลในการต่อต้านเนื้อร้ายของชาอาจมีปฏิกิริยากับนมเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงควรศึกษาต่อไปเพื่อหาความเชื่อมโยงระหว่างการดื่มชากับการต่อต้านมะเร็งว่า การเติมนมส่งผลแบบเดียวกับกรณีนี้ด้วยหรือไม่" ดร.สแตงล์ทิ้งท้ายที่มา :: ผู้จัดการออนไลน์

น้ำชา... กาแฟ ผลเสียผลดีต่อสุขภาพ

น้ำชา... กาแฟ ผลเสียผลดีต่อสุขภาพ
ในทางการแพทย์พบว่า เครื่องดื่มประเภทน้ำชากาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีประโยชน์เพราะสารคาเฟอีน ใน ชา กาแฟมีผลเสพติดอ่อนๆคือดื่มแล้วจะติด พอเวลาไม่ได้ดื่มจะหงุดหงิด มือสั่น ใจสั่น สารคาเฟอีนนี้มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ซึ่งนอกจากนี้ยังเป็นส่วนผสมของยาประเภท ลดไข้บรรเทาปวดอีกด้วย ผู้ที่ได้รับคาเฟอีนมากเท่าไร ผลร้ายที่มีต่อร่างกายก็มีมากขึ้นเท่านั้น เมื่อคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย จะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ แล้วกระจายไปตามอวัยวะต่างๆ เช่นสมอง หัวใจ ตับ ปอด กล้ามเนื้อต่างๆ และระบบประสาทส่วนกลาง ร่างกายจะใช้เวลากว่า 48 ชั่วโมง ในการสลายคาเฟอีน ถ้าร่างกายได้รับ คาเฟอีนจำนวนสูงประมาณ 3,000 - 10,000 มิลลิกรัม จะทำให้ตายในระยะอันสั้นได้ ถ้าเราดื่มกาแฟประมาณ 1/2 - 2 1/2 ถ้วย (50 - 200 มิลลิกรัม) ลดความเมื่อยล้าได้ประมาณครึ่งวัน หรือดื่มกาแฟขนาด 3 - 7 ถ้วย (200 - 500 มิลลิกรัม) ทำให้มือสั่น กระวนกระวายโกรธง่าย และปวดศรีษะ มีผลต่อหัวใจและเส้นเลือดคลายตัวหรือบีบรัดมากขึ้นเป็นบางแห่ง กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจ อาจเพิ่มลดอัตราการเต้นของหัวใจ อันตรายต่อผู้ป่วยที่ดื่มกาแฟมากๆ จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเป็นหย่อมๆ คาเฟอีนมีผลทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ไตรกลีเซอร์ไรด์สูงกรดไขมันอิสระสูง จึงไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือมีไขมัน ในเลือดสูง ฤทธิ์ของคาเฟอีนเพิ่มการหลั่งของกรดในกระเพาะ จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตไม่ทำงาน ผู้ที่ดื่มกาแฟ น้ำชา หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนผสมอยู่ รวมถึงการใช้ยาที่มีคาแฟอีนผสมอยู่รวมถึงการใช้ยาคาเฟอีนจนติดเป็นนิสัย จึงมีระดับคงทนต่อฤทธิ์คาเฟอีนสูงขึ้น โดยที่คาเฟอีนจะมีฤทธิ์ต่อร่างกายน้อยกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการของประสาทตื่นตัว ปวดศีรษะ และปวดกระเพาะ ความทนทานนี้จะลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น การหยุดดื่มกาแฟจะมีผลทำให้ปวดศีรษะ กระวนกระวายโกรธง่าย และไม่สนใจ สิ่งแวดล้อม สำหรับสตรีมีครรภ์นั้นไม่ควรดื่ม ชา กาแฟ โดยเด็ดขาด ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าคนเราควรได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับประมาณ 2 ถ้วย ( คือ กาแฟ 1 ถ้วย ใส่ผงกาแฟสำเร็จรูป 2 ช้อนชา น้ำประมาณ 1 ถ้วย) เวลาที่เหมาะสมจะดื่มชากาแฟนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน บางคนดื่มตอนเช้าเพื่อให้ลำไส้กระปรี้กระเปร่า ถ่ายสะดวก แต่จะทำให้หิวเร็วกว่าปกติ เพราะกาแฟจะกระตุ้นการหลั่งของน้ำย่อยเพราะฉะนั้นไม่ควรดื่มกาแฟแทนอาหารเช้า และ หันมาดื่มนมแทนจะดีกว่า ถ้าคนที่นอนหลับยาก หรือมีภาระกิจต้องตื่นแต่เช้า ก็ไม่ควรดื่มกาแฟหลังอาหารเย็นวันนั้น จะเห็นว่ากาแฟนั้นมีทั้งผลดีผลร้ายกับร่างกาย ดังนั้นผู้ที่ไม่ได้อยู่ในข่ายต้องห้าม ก็อาจดื่มเป็นประจำทุกวันได้ แต่ต้องกำจัด ปริมาณให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

หมอเตือน! หยุดกินยาคุมกลางแผงอันตราย

หมอเตือน! หยุดกินยาคุมกลางแผงอันตราย
สูตินรีแพทย์ศิริราชแนะพบแพทย์ก่อนเริ่มคุมกำเนิดเพื่อรับการตรวจร่างกายและคำแนะนำ ตัดสินใจเลือกวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมพบ “ยาเม็ดคุมกำเนิด” ครองแชมป์ยอดนิยมเตือนอย่าหยุดกินยาคุมกลางแผงเหมือนหยุดม้ากลางศึก เสี่ยงมีผลข้างเคียงเลือดออกกะปริบกะปรอย ปวดศีรษะ หญิงอ้วนไม่ควรกินยาคุมให้เลือกใส่ห่วงหรือวิธีอื่น พบวัยรุ่นนิยมแผ่นแปะคุมกำเนิด นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ก่อนที่จะเริ่มคุมกำเนิดครั้งแรกควรพบสูตินรีแพทย์หรือพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านอนามัยเจริญพันธุ์ เพื่อรับคำปรึกษาเกี่ยวกับวิธีคุมกำเนิดอย่างเหมาะสม เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ควรได้รับการตรวจร่างกาย ตรวจภายใน ตรวจเลือดว่าเหมาะสมในการเลือกวิธีคุมกำเนิดวิธีใด ซึ่งโดยทั่วไปการคุมกำเนิดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบธรรมชาติ เช่น การหลั่งภายนอก การนับวันปลอดภัย แต่วิธีธรรมชาติมีประสิทธิภาพไม่สูงนัก อีกวิธีหนึ่ง คือ ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เข้าช่วย เช่น ยากิน ยาฝัง ใส่ห่วงอนามัย แผ่นแปะผิวหนัง การทำหมัน ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเด่นแตกต่างกัน นพ.มานพชัย กล่าวว่า แม้วิธีคุมกำเนิดส่วนใหญ่จะเป็นภาระหน้าที่ของฝ่ายหญิง แต่พบว่าฝ่ายชายมีบทบาทสำคัญในผลสำเร็จของการคุมกำเนิด ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องปรึกษากันก่อนว่ามีลูกพอหรือยัง หรือชะลอการมีลูกเอาไว้ก่อน ถ้าอายุมากมีลูกเพียงพอแล้วเลือกการทำหมันถาวรทั้งชายและหญิงก็ได้ สิ่งสำคัญ คือ ให้เลือกวิธีที่เหมาะสมกับตัวเอง เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด ต้องรับประทานยาตรงเวลา ใส่ห่วงอนามัยต้องตรวจเช็กสายห่วงต่อเนื่อง การใช้แผ่นแปะต้องตรงเวลา ดังนั้น ทั้งชายหญิงถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน บทบาทของฝ่ายชายจึงมีส่วนมากในการคุมกำเนิดให้มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง “วิธีที่นิยมที่สุด คือ การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด เพราะสะดวกควบคุมตัวเองได้ หากจะเลิกรับประทานก็หยุดได้เอง แต่มีข้อแนะนำคือ ให้เลิกเมื่อหมดแผงแล้ว อย่าหยุดม้ากลางศึก อย่าหยุดกลางแผง อาจมีปัญหาเลือดออกกะปริดกะปรอยได้ การเลือกยี่ห้อเข้าทำนองลางเนื้อชอบลางยา บ้านเรามียาคุมกำเนิดชนิดเม็ดมากกว่า 70 ยี่ห้อ ในท้องตลาด คุณภาพแตกต่างกัน มีทั้งผลิตในประเทศ และนำเข้าจากต่างประเทศ ข้อสำคัญ ต้องกินยาตรงเวลาถูกต้อง ยาแต่ละเม็ดควบคุมได้แค่ 24 ชั่วโมง ถ้าลืมกินไม่ตรงเวลา คลาดเคลื่อนมีโอกาสตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์มีผลข้างเคียง” นพ.มานพชัย กล่าว สำหรับข้อห้ามในการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด นพ.มานพชัย กล่าวว่า หญิงที่มีน้ำหนักมาก ตั้งแต่ 70-80 กิโลกรัม สูบบุหรี่ อายุมากกว่า 35 ปี ตับอักเสบเรื้อรัง เป็นไวรัสตับอักเสบบีชนิดรุนแรง ไม่แนะนำให้กินยาเม็ดคุมกำเนิด เพราะเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันภาวะหัวใจขาดเลือด ดังนั้น จึงควรพบแพทย์ก่อนเริ่มต้นรับประทานยาคุมกำเนิด เพื่อดูว่ายายี่ห้อนี้มีปริมาณฮอร์โมนเหมาะสมกับเราหรือไม่ มีข้อห้ามหรือไม่ ถ้ามีข้อห้ามเหล่านี้อาจต้องเลือกวิธีใส่ห่วงอนามัยแทน โดยใส่ห่วงอนามัยใส่ในโพรงมดลูก มีทั้งชนิดห่วงทองแดง ไม่ต้องกลัวฟ้าผ่าเพราะร่างกายเป็นฉนวนป้องกันอยู่แล้ว ส่วนผู้ที่ปวดท้องเวลามีประจำเดือน และเลือดประจำเดือนมากไม่แนะนำให้ใส่ห่วง เพราะมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตาม ห่วงอนามัยที่นิยม คือ ห่วงเคลือบฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน สามารถใช้กับหญิงที่มีประจำเดือนมาก อายุเกิน 40 ปี สำหรับแผ่นแปะคุมกำเนิดนั้น 1 แผ่นแปะได้นาน 1 สัปดาห์ ต้องแปะต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ เว้น 1 สัปดาห์ เพื่อให้มีรอบเดือน แปะตรงส่วนไหนของร่างกายก็ได้ยกเว้นที่หัวนม อาจเป็นการกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนมากเกินไป “การคุมกำเนิดแต่ละวิธีมีข้อเด่น ข้อด้อยต่างกัน ช่วง 3 เดือนแรกต้องใจเย็นไม่ว่าจะเลือกวิธีใดจะมีผลกระทบข้างเคียงไม่มากก็น้อยขึ้นกับแต่ละบุคคลบางคนน้ำหนักเพิ่มเล็กน้อย ปวดหัวเล็กน้อย คลื่นไส้อาเจียน หลังจาก 3 เดือนร่างกายจะปรับตัวดีขึ้น ดังนั้น 3 เดือนแรกต้องขยันพบแพทย์จะได้ตรวจภายใน ตรวจมะเร็งปากมดลูก หากพร้อมมีลูกแพทย์จะให้คำปรึกษาหากไม่ต้องการมีลูกแล้วจะได้แนะนำวิธีคุมกำเนิดแบบถาวร” นพ.มานพชัย กล่าว ที่มา :: ผู้จัดการออนไลน์

“แคลเซียม” นั้น สำคัญฉะนี้


“แคลเซียม” นั้น สำคัญฉะนี้
แคลเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญในการสร้างและรักษาความแข็งแกร่งของกระดูกในคนเรา รวมไปถึงสร้างความแข็งแรงของฟันและกล้ามเนื้อให้มีสุขภาพดีด้วย คงมีหลายคนสงสัยว่าจะเริ่มรับประทานแคลเซียมให้มากในช่วงวัยใดจึงจะดี
จากข้อมูลพบว่าการรับแคลเซียมตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นนับว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญมาก ในการสร้างกระดูกในช่วงถัดไปของชีวิต และยังป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อีกต่างหาก มวลกระดูกของคนเรานั้นจะเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 30 หรือ 35 ปี สำหรับอาหารที่มีแคลเซียมอยู่มากนั้นจะอยู่ในอาหารประเภทนม ชีส โยเกิร์ต และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมจะเป็นตัวช่วยสร้างมวลกระดูกขึ้นมา นอกจากนี้ในอาหารจำพวกผักใบเขียว ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดอัลมอนด์ และผลไม้ ก็มีแคลเซียมอยู่ไม่น้อย เนื่องจากเซลล์ในกระดูกจะถูกทำลายอยู่เสมอและมีการสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ ดังนั้น ร่างกายจึงต้องการแคลเซียมเพื่อมาใช้ในกระบวนการนี้ ถ้าหากร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ จะส่งผลให้กระดูกอ่อนแอได้ แล้วจะรับประทานแคลเซียมในปริมาณเท่าไรจึงจะเพียงพอ ต่อคำถามนี้ก็ต้องยกคำแนะนำจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ฮาร์วาร์ด ในสหรัฐฯ ที่บอกไว้ว่าควรรับแคลเซียมให้ได้ เฉลี่ยประมาณวันละ 550 มิลลิกรัม แต่ปริมาณที่ว่านั้นก็ยังขึ้นอยู่กับอายุที่ต่างกันไปด้วย ถ้าอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 19-50 ปีควรได้รับแคลเซียมประมาณ 1,000 มิลลิกรัม แต่ถ้าอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรจะให้ได้ปริมาณวันละ 1,200 มิลลิกรัม

ทุเรียน กินอย่างไรไม่อ้วน แถมเป็นยาถ่ายพยาธิชั้นยอด


ทุเรียน กินอย่างไรไม่อ้วน แถมเป็นยาถ่ายพยาธิชั้นยอด
ทุเรียน กินอย่างไรไม่อ้วน เผยช่วยชำระล้างขยะในลำไส้ แถมเป็นยาถ่ายพยาธิชั้นยอดคงสงสัยกันสิว่า กินกันอย่างไรล่ะที่ไม่ให้อ้วน ตำราไทยบอกไว้ให้กินเป็นยาถ่ายพยาธิปฏิบัติไม่ยากเลย ง่ายๆ เพียงแค่ตื่นนอนตอนเช้าๆ ยามรุ่งอรุณ ก็ราวๆ ประมาณ 05.00 น. หลังจากล้างหน้า แปรงฟัน เรียบร้อย เริ่มกินทุเรียนได้ทันที กินพอประมาณ อาจสักครึ่งลูกย่อมๆ หรืออาจมากน้อยกว่านั้น ตามน้ำหนัก หรือความอ้วน ความผอม คือ อ้วนก็มากหน่อย ผอมก็น้อยลง ไม่ใช่กินเพื่ออิ่มแต่กินเป็นยา แล้วดื่มน้ำอุ่นตามไปมากๆควรกินสองวันติดต่อกันและงดอาหารในทั้งสองเช้านั้น ความร้อนในสารกำมะถันธรรมชาติ และกากใย จากพูทุเรียน จะออกฤทธิ์ชำระล้างขยะในลำไส้ออกได้อย่างเกลี้ยงเกลา รวมทั้งเป็นยาถ่ายพยาธิต่างๆ อีกทั้งยังเป็นยาถ่ายในผู้ป่วยน้ำเหลืองเสีย ซึ่งมักเกิดแผลจากแมลงกัดอยู่เสมอทุเรียนให้ประโยชน์คณานับที่แพทย์แผนไทย มีอาทิเนื้อสีเหลือง รสหวานร้อน ทำให้เกิดความร้อน แก้โรคผิวหนัง ทำให้ฝี หนอง แห้ง เนื้อทุเรียนมีฤทธิ์ขับพยาธิเปลือกหนาม รสเฝื่อน สับแช่ในน้ำปูนใสใช้ชะล้างแผลที่เกิดจากน้ำเหลืองเสี ย แผลพุพอง เผาทำถ่าน บดจนเป็นผง คลุกในน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันงา ลดความบวมพองจากคางทูม และเผาเอาควันไล่ยุงและแมลงใบทุเรียน รสเย็นและเฝื่อน ใช้ต้มน้ำอาบแก้ไข้ แก้ดีซ่านและเป็นส่วนผสมในยาขับพยาธิรากจากต้น ตัดเป็นข้อๆ ต้มให้เดือด ดื่มบรรเทาอาการไข้และรักษาอาการท้องร่วงนอกจากทุเรียนจะให้คุณอเนกอนันต์
ที่มาจาก : heyhaparty

สุขภาพดีด้วยการบริจาคโลหิต

สุขภาพดีด้วยการบริจาคโลหิต


นอกจากความภูมิใจที่ได้แบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่นโดยทางอ้อมแล้ว เชื่อไหมว่าการบริจาคเลือดยังช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย เลือดประกอบด้วยพลาสมา (น้ำเหลือง) และเม็ดเลือด คิดเป็น 8 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว คือ 5-6 ลิตรสำหรับผู้ชาย และ 4-5 ลิตรสำหรับผู้หญิงหรือประมาณ 17-18 แก้วน้ำ ไขกระดูกเป็นอวัยวะตั้งต้นที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือด 3 ชนิด อันได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เพื่อทำหน้าที่แตกต่างกันไปในร่างกาย เม็ดเลือดแต่ละชนิดจะมีอายุการทำงานที่ชัดเจนคือ เม็ดเลือดแดงมีอายุ 120 วัน เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดมีอายุ 5-10 วัน เมื่อถึงเวลาที่กำหนด เม็ดเลือดจะถูกทำลายและขับถ่ายออกมาในรูปของเหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ หลังจากนั้นไขกระดูกจึงสร้างเซลล์เม็ดเลือดชุดใหม่ขึ้นมาทดแทนได้โดยไม่มีวันหมด ปริมาณเลือดที่มีในร่างกายเป็นปริมาณที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เกินกว่าความต้องการใช้ที่แท้จริง เพราะร่างกายต้องการใช้เพียง 15-16 แก้วน้ำเท่านั้น ส่วนเลือดอีก2-3 แก้วน้ำเป็นปริมาณสำรองเพื่อรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้นการบริจาคเลือดซึ่งนำเลือดออกมาประมาณ 350-450 มิลลิลิตร จึงเป็นการนำเลือดสำรองออกมาโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกายเพราะไขกระดูกจะสร้างเลือดขึ้นมาทดแทนปริมาณที่ถูกถ่ายเทออกไป ทำให้เกิดประโยชน์โดยทางอ้อมคือ • ร่างกายได้เม็ดเลือดใหม่ ซึ่งแข็งแรงและทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่า ทำให้เม็ดเลือดแดงลำเลียงออกซิเจน ได้เต็มที่ เม็ดเลือดขาวทำลายสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น และเกล็ดเลือดซ่อมแซมรอยฉีกขาดในร่างกายได้อย่าง มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น • กระตุ้นการทำงานของไขกระดูก เปรียบเหมือนการออกกำลังกายให้กับไขกระดูกได้ทำงานดีขึ้น • ได้ตรวจสุขภาพทางอ้อม เพราะเมื่อมีการได้รับเลือดแล้ว ทางสภากาชาดจะต้องตรวจความสมบูรณ์ของเลือด ตรวจหาภาวะติดเชื้อต่างๆ เท่ากับผู้บริจาคได้รู้ภาวะสุขภาพของตนเองในขณะนั้นด้วย • ลดความเสี่ยงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน การวิจัยในประเทศฟินแลนด์พบว่า การบริจาคโลหิตช่วยลดความเสี่ยง โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันในเพศชายได้ถึง 88 เปอร์เซ็นต์ เพราะโรคนี้มีความสัมพันธ์กับปริมาณธาตุเหล็ก ที่สะสมในร่างกาย หากมีสะสมมาก โอกาสเสี่ยงย่อมสูง เนื่องจากธาตุเหล็กส่งผลให้ไขมันทำปฏิกิริยาออกซิเจน จนหลอดเลือดตีบและกลายเป็นอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน การบริจาคเลือดจึงช่วยให้ร่างกายลดภาวการณ์ สะสมธาตุเหล็ก ซึ่งเท่ากับลดความเสี่ยงโรคหัวใจลงด้วยนั่นเอง การบริจาคเลือดทุก 3 เดือน จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาส ที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพดีขึ้นได้ด้วยตนเอง
ที่มา : นิตยสาร HEALTH & CUISINE ปีที่ 4 ฉบับที่ 47 ธันวาคม 2547 หน้า 32ภาพ : นสพ.ไทยรัฐ ภาพชุดฉบับประจำวันที่ 30 ธันวาคม 2547

พริกขี้หนูสด ลดการเสี่ยงโรคหัวใจ

พริกขี้หนูสด ลดการเสี่ยงโรคหัวใจ

โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุของการตายเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย และหลายประเทศทั่วโลกโดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่น การกินอาหารที่มีไขมันสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน อาการทอด ผัดที่ใช้น้ำมันมากๆ ฯลฯ แต่กินอาหารพวกผัก ผลไม้ ธัญพืช ที่มีเส้นใยน้อยเกินไป
ทั้งนี้รายงานการวิจัยพบว่าอาหารไทยเป็นอาหารสุขภาพ เพราะให้พลังงานและสารอาหารครบถ้วนและเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบของสมุนไพรต่างๆ ซึ่งมีผลการศึกษาว่าสามารถช่วยลดการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ เช่น การลดไขมันในเลือด ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพริกซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในอาหารไทยที่ช่วยเพิ่มลดชาติร้อนแรง ส่วนประกอบที่สำคัญที่ทำให้เกิดความเผ็ดของพริกก็คือ “ แคปไซซิน ” ซึ่งนอกจากจะให้ความเผ็ดร้อนแล้วยังมีคุณสมบัติทางเภสัชวิทยา ช่วยบรรเทาให้อาการปวดกล้ามเนื้อและข้อ เพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร และที่น่าสนใจคือผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ยังพบว่าคนไทยที่กินพริกเป็นประจำมีอุบัติการณ์เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่าคนในประเทศทางตะวันตก
ด้วยเหตุนี้นางสาวพัชราณี ไชยทา นักศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาโภชนศาสตร์ (ซึ่งเป็นหลักสูตรร่วมระหว่างคณะแพทศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล) ได้ทำวิทยานิพนธ์ เรื่อง “ ผลของพริกขี้หนูต่อปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด” ภายใต้การดูแลของ ศ.นพ. สุรัตน์ โคมินทร์ หัวหน้าฝ่ายโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์
วิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ได้ทำการศึกษาหญิงไทยจำนวน 50 คน ที่มีคุณสมบัติดังนี้คือ ระดับไขมันในเลือดสูง แต่มีสุขภาพโดยทั่วไปดี อายุระหว่าง 45 – 64 ปี และหมดประจำเดือนแล้ว แต่ไม่มีอาการของโรคเรื้อรังใดๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไตโรคกระเพาะอาหาร ไม่ได้รับประทานยาเป็นประจำ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ไม่ดื่มกาแฟมากกว่า 2 แก้วต่อวัน และไม่กินพริกมากกว่า 10 กรัมต่อวัน จากการศึกษาหญิงกลุ่มนี้พบว่าระยะการกินพริกขี้หนูมีผลดีต่อปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ การลดระดับน้ำตาลกลูโคส เพิ่มอัตราเผาผลาญของร่างกาย มีแนวโน้มชะลอแรจับกลุ่มของเกล็ดเลือด และเพิ่มการละลายลิ่มเลือดโดยมีผลภายใน 30 นาทีหลังจากาการกินพริกขี้หนูสด
จึงนับว่าคนไทยโชคดีแล้วที่อาหารส่วนใหญ่อุดมไปด้วยพริก...แต่ควรกินแต่พอประมาณโดยเฉพาะคนที่เป็นโรคกระเพาะลำไส้

10 วิธี การกินอย่างฉลาด

10 วิธี การกินอย่างฉลาด
ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝาก
1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง
2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี
3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว
4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
5. บอกลาขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ
6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล
7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%
8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย
9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด
10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้
ถ้าปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อตามคำแนะนำข้างต้นนี้จนเป็นนิสัย สุขภาพดีๆ จะไปไหนเสีย !!