ละครเวทีเกาหลี...มหาวิทยาลัยมหาสารคาม..

วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

"กุยช่าย"



"กุยช่าย"
"กุยช่าย" หรือที่เราชอบเรียกกันว่า "ผักไม้กวาด" นั้น แม้จะมีกลิ่นฉุนเล็กน้อย แต่ก็ถือเป็นดอกไม้กินได้อีกอย่างหนึ่งที่คนเรานิยมนำมาประกอบอาหาร โดยส่วนมากที่เห็นก็จะนำมาผัดน้ำมันหอยใส่เนื้อสัตว์เล็กน้อย เป็นเมนูโปรดอีกอย่างหนึ่ง นอกจากจะเป็นอาหารจานอร่อยแล้ว ดอกกุยช่ายนี้ก็ยังมีประโยชน์ไม่น้อย เพราะสามารถช่วยให้คนที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรงง่าย เหนื่อยง่าย คนป่วย คนอายุมาก หรือคนที่มีอาการกามตายด้าน ให้กลับคืนสู่สภาพปกติได้ เพราะผักกุยช่ายนี้มีแร่ธาตุและสารปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค แต่ถ้ากินเข้าไปครั้งเดียวในปริมาณมากๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะได้ แต่ก็มีวิธีการแก้โดยนำผักกุยช่ายไปปรุงกับตับ หรือกุ้งหรือหมู และยังมีสรรพคุณช่วยบำรุงน้ำนมในคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรใหม่ๆ แถมยังมีเบต้าแคโรทีน ที่ร่างการเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ช่วยป้องกันมะเร็ง มีธาตุเหล็กที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และมีวิตามินสูง อีกทั้งมีกากใยช่วยในการย่อยอาหาร ลดโอกาส เกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้ ถ้ากินดอกกุยช่ายอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายจะแข็งแรง มีกำลังวังชา ร่างกายขับเหงื่อได้ดี ช่วยบำรุงไตได้อีกด้วย
ข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์

สารฟอกขาวในตะเกียบ



สารฟอกขาวในตะเกียบ
เวลารับประทานก๋วยเตี๋ยว ใคร ๆ ก็คงต้องใช้ตะเกียบในการรับประทาน แต่ทราบหรือไม่ว่า ในตะเกียบนั้นมีสารฟอกขาวอยู่ด้วย วันนี้เกร็ดความรู้มีมาบอกกัน... อันตรายจากสารฟอกขาวที่อยู่ในตะเกียบ เป็นชนิดเดียวกับสารฟอกขาวที่ใช้แช่ถั่วงอก โดยสารฟอกขาวจะมีสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เป็นส่วนประกอบ เมื่อโดนน้ำร้อนหรือของที่มีอุณหภูมิสูง สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะเปลี่ยนเป็นสารซัลฟูริค หรือสารชนิดเดียวกับในแบตเตอรี่รถยนต์ สารดังกล่าวจะละลายออกมาจากตะเกียบ ปะปนอยู่ในอาหารที่กินเข้าไป หากผู้ที่เป็นโรคหอบหืด หรือคนแพ้ง่ายจะมีอาการทันที แต่หากร่างกายแข็งแรงสารเหล่านี้ก็จะสะสม ในร่างกาย ซึ่งการปนเปื้อนของสารจะละลายออก มาเมื่อตะเกียบถูกน้ำร้อนหรือความร้อน เช่น การ กินสุกี้ หรือหม้อไฟต่าง ๆ แต่ถ้านำไปใช้กับอาหาร ที่ไม่ร้อนก็ไม่พบว่าสารฟอกขาวเจือปนออกมา สำหรับอันตรายของสารฟอกขาวที่เข้าไปสะสมในร่างกายจะค่อย ๆ ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำลง และเกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าปกติ เพราะเมื่อร่างกายไม่มีภูมิต้านทาน ถ้าได้รับเชื้อต่าง ๆ จะไม่มีระบบการทำลาย และสิ่งต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายนั้น จะไปสะสมทำให้เกิดโรคอื่น ๆ ที่จะกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็งได้ ดังนั้น หากต้องใช้ตะเกียบชนิดดังกล่าวในการกินของร้อน ๆ สามารถป้องกันได้ด้วยการแช่ในน้ำร้อนประมาณ 3-4 นาที แล้วเทน้ำทิ้งไป จากนั้นจึงนำตะเกียบมาใช้ได้ ส่วนตะเกียบชนิดไม้ไผ่แม้จะไม่มีสารฟอกขาว แต่ต้องทำความสะอาดให้ดีและทำให้แห้งเพื่อไม่ให้เกิดเชื้อรา เพราะจะทำให้เกิดสารอัลฟาทอกซิน หรือสารก่อมะเร็งได้ ครั้งหน้าจะใช้ตะเกียบก็อย่าลืมทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนนำมาใช้ จะได้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ข้อมูลจาก mcot.net

ผักบร็อคโคลี่...รักษาโรคอัลไซเมอร์





ผักบร็อคโคลี่...รักษาโรคอัลไซเมอร์
ข่าว สุขภาพ เผย ผักบร็อกโคลี สามารถรักษา โรคอัลไซเมอร์ ได้ โดยผลงานวิจัยระบุว่า มีผักและผลไม้ 5 ชนิด มีสารประกอบที่ทำหน้าที่เหมือนกับยาที่ใช้รักษา โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ผักบร็อกโคลี และใน ผักบร็อกโคลี มีสารดังกล่าวเยอะที่สุด ใครที่ชอบทานผักบร็อคโคลี่บ้าง รู้หรือไม่ว่าช่วยรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้ วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาบอกกันผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน ระบุว่า มีผักและผลไม้ 5 ชนิด มีสารประกอบที่ทำหน้าที่เหมือนกับยาที่ใช้รักษาโรคอัลไซเมอร์ ได้คือ บร็อคโคลี่ มันฝรั่ง ส้ม แอปเปิ้ล และหัวไชเท้าโดยเฉพาะผักบร็อคโคลี่มีสารดังกล่าวเยอะที่สุด รู้อย่างนี้แล้ว...ควรหันมารับประทานผักบร็อคโคลี่แก้โรคอัลไซเมอร์กันดีกว่า
ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ยาตีกัน



ยาตีกัน
ยาตีกัน หมายถึงคนที่กินยาหลายอย่างเข้าไปในระยะเวลาเดียวกัน ยาเหล่านั้นจะเข้าไปมีผลต่อกัน ทำให้ฤทธิ์ของยาแต่ละอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งอาจเป็นโทษได้ ในปัจจุบัน ประชาชนไม่น้อยนิยมซื้อยามากินเอง บางทีซื้อยาเป็นชุดมาจากร้านขายยา บางคนนิยมไปหาแพทย์เฉพาะทางให้รักษาอาการแต่ละอย่าง บางทีไปหาหมอรักษาทีเดียวพร้อมกันหลายๆ คน เช่น คนหนึ่งรักษาหัว อีกคนรักษาท้อง เป็นต้น โดยหารู้ไม่ว่ายาที่หมอคนหนึ่งให้อาจไปตีกับยาของหมออีกคนหนึ่ง เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันบางชนิด จะต้องกินยา coumadin เพื่อทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง มีผลให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดีขึ้น และหลอดเลือดหัวใจตีบตันดีขึ้น แต่มียาอยู่กว่า 20 ชนิดที่มีผลให้ยา coumadin มีฤทธิ์แรงขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีเพราะอาจทำให้เลือดไม่แข็งตัว เกิดเลือดออกในส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น สมอง หรืออาเจียนเป็นเลือด อาจเป็นอันตรายได้ โดยยาดังกล่าวได้แก่ แอสไพริน ยาแก้อักเสบ phenyl butazone หรือยาปฏิชีวนะอย่าง chloramphenicol บางคนที่กินยา coumadin อยู่แล้วไปกินยาแอสไพริน อีกเม็ดเดียวหรือสองเม็ดก็เกิดเลือดออกเป็นอันตรายได้ ผู้ที่กำลังได้รับยานี้รักษาจึงควรระวังการใช้ยาให้มาก การที่ยาตีกันแต่ไม่รุนแรงอย่างที่ยกมาก็มี เช่น คนที่กินยาพวกเข้าเหล็ก ซึ่งเป็นยาบำรุงเลือด หรือคนที่กินยาพวกที่เป็นเกลือด่าง เพื่อลดกรดในกระเพาะอาหาร จะมีผลทำให้การดูดซึมของยาอื่นๆ จากกระเพาะและลำไส้เสียไป เช่น เมื่อมีการอักเสบ มีเชื้อโรค กินยาพวกปฏิชีวนะก็ดูดซึมไม่ได้ การอักเสบติดเชื้อก็ไม่หาย คนทีกินยาเบาหวาน ถ้าไปกินเหล้าหรือเบียร์ ซึ่งมีแอลกอฮอล์ก็จะเกิดอาการแพ้ได้ และยังมียาอีกหลายอย่างที่ไม่ถูกกับแอลกอฮอล์ เช่น ยาคลายกังวลบางอย่างจะทำให้เมาง่ายขึ้น ถ้าไม่ระวังคิดว่าดื่มแก้วเดียวเคยขับรถได้สบาย หากดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาพวกนี้ ก็อาจได้รับอุบัติเหตุเป็นอันตรายได้ จะเห็นได้ว่าการกินยาหลายอย่างพร้อมกันนั้น นอกจากยาจะมีฤทธิ์ต่อคนแล้ว ยายังมีฤทธิ์ต่อยากันเองด้วย ทำให้ผลของยาผิดไปจากปกติ ซึ่งบางอยางอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ต้องระวังให้มาก
ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ยากับน้ำผลไม้ อันตรายกว่าที่คิด



ยากับน้ำผลไม้ อันตรายกว่าที่คิด
เวลาที่ไม่สบายเราก็ต้องทานยาเพื่อจะได้หายป่วยไวๆ แต่บางทีถ้าหากว่าเป็นโรคบางโรคแล้วทานยาแล้วเผลอตามด้วยการดื่มน้ำผลไม้เข้า นั่นอาจจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่อันตรายซึ่งคงไม่เป็นที่ปรารถนาอยากจะได้มาอย่างแน่นอน คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ซานฟรานซิสโก ได้เปิดเผยผลการวิจัยซึ่งบ่งว่าน้ำผลไม้ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของร่างกาย ที่จะทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาของยาหมดไป เพราะก่อนที่ยานั้นจะซึมเข้าสู่กระแสเลือด น้ำผลไม้จะต่อต้านการดูดซึมของยาที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว และโรคภูมิแพ้ต่างๆ รวมไปถึงยาที่ใช้กับผู้ป่วยที่ทำการปลูกถ่ายอวัยวะใหม่ผลการวิจัยที่ได้รับการเปิดเผยก่อนหน้านี้ บ่งบอกถึงอันตรายของน้ำผลไม้ในแง่ที่ส่งผลต่อการรับประทานยาเช่นกัน เพราะฤทธิ์ในการทำลายเอนไซม์ในร่างกาย ที่ทำหน้าที่สกัดกั้นไม่ให้ยาเข้าสู่กระแสเลือดมากเกินไป เมื่อเอนไซม์ชนิดนี้ลดลง ทำให้ตัวยาบางชนิดรวมถึงยาที่ใช้ในการรักษา โรคความดันโลหิตและแอนติฮิสตามีน (Antihistamines) มีฤทธิ์ในการรักษารุนแรงขึ้น เพราะในบางกรณีที่ร่างกายได้รับตัวยามากเกินขนาด จะเป็นผลเสียต่อการรักษาและร่างกายผู้ป่วยทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการทานยาพร้อมน้ำผลไม้ทุกชนิด และเลือกรับประทานกับน้ำเปล่าดีที่สุด
ที่มา โดย ผู้จัดการออนไลน์

แนะดื่มชาอย่าใส่นม รักษาคุณค่าต่อหัวใจ


แนะดื่มชาอย่าใส่นม รักษาคุณค่าต่อหัวใจ
งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า ชาช่วยทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และทำให้ เส้นเลือดใหญ่ขยาย อย่างไรก็ดี นักวิจัยจากโรงพยาบาลคาริตของมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน เยอรมนี พบว่านมทำให้ประโยชน์ของชาในการปกป้องโรคหัวใจหมดไป ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีการบริโภคมากที่สุดทั่วโลกรองจากน้ำ ดังนั้น ประโยชน์ของชาจึงมีความสำคัญในแง่สาธารณสุข กระนั้น จนถึงขณะนี้กลับไม่มีใครรู้ว่า การเติมนมลงไปในชาจะให้ผลอย่างไร ดร.เวเรนา สแตงล์ ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจของโรงพยาบาลคาริต และทีมนักวิจัยพบว่า โปรตีน casein ในนมทำให้ปริมาณสาร catechin ที่มีฤทธิ์ปกป้องโรคหัวใจลดลง นักวิจัยทีมนี้เชื่อว่า ผลการค้นพบซึ่งตีพิมพ์อยู่ในวารสารยูโรเปียน ฮาร์ต เจอร์นัล สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดประเทศอย่างอังกฤษที่ประชาชนนิยมดื่มชาใส่นม จึงไม่มีสถิติว่าการดื่มชาช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจ นักวิจัยเปรียบเทียบผลต่อสุขภาพจากการดื่มน้ำอุ่น ชาแบบเติมนมและไม่เติมนมกับผู้หญิงสุขภาพดี 16 คน โดยใช้อุลตราซาวด์ดูเส้นเลือดใหญ่บริเวณข้อมือก่อนและหลังดื่มชา 2 ชั่วโมง สิ่งที่พบคือ ชาดำทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการดื่มน้ำอุ่น แต่เมื่อเติมนมลงไป คุณประโยชน์นั้นจะหายไปทันที การทดสอบกับหนูได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน กล่าวคือการกินชาดำ กระตุ้นให้ร่างกายของหนูผลิตสารไนตริกออกไซด์ที่ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว แต่เมื่อเติมนมลงไปในชา ปรากฏว่าไม่มีปฏิกิริยาดังกล่าวเกิดขึ้น นอกจากนั้น ยังเป็นที่รู้กันว่าชามีฤทธิ์ต่อต้านโรคมะเร็ง การศึกษานี้จึงอาจมีนัยต่อเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน "การที่นมทำให้กิจกรรมชีวภาพของสารประกอบในชาเกิดการเปลี่ยนแปลง จึงมีแนวโน้มว่า ผลในการต่อต้านเนื้อร้ายของชาอาจมีปฏิกิริยากับนมเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงควรศึกษาต่อไปเพื่อหาความเชื่อมโยงระหว่างการดื่มชากับการต่อต้านมะเร็งว่า การเติมนมส่งผลแบบเดียวกับกรณีนี้ด้วยหรือไม่" ดร.สแตงล์ทิ้งท้ายที่มา :: ผู้จัดการออนไลน์

น้ำชา... กาแฟ ผลเสียผลดีต่อสุขภาพ

น้ำชา... กาแฟ ผลเสียผลดีต่อสุขภาพ
ในทางการแพทย์พบว่า เครื่องดื่มประเภทน้ำชากาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีประโยชน์เพราะสารคาเฟอีน ใน ชา กาแฟมีผลเสพติดอ่อนๆคือดื่มแล้วจะติด พอเวลาไม่ได้ดื่มจะหงุดหงิด มือสั่น ใจสั่น สารคาเฟอีนนี้มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ซึ่งนอกจากนี้ยังเป็นส่วนผสมของยาประเภท ลดไข้บรรเทาปวดอีกด้วย ผู้ที่ได้รับคาเฟอีนมากเท่าไร ผลร้ายที่มีต่อร่างกายก็มีมากขึ้นเท่านั้น เมื่อคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย จะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ แล้วกระจายไปตามอวัยวะต่างๆ เช่นสมอง หัวใจ ตับ ปอด กล้ามเนื้อต่างๆ และระบบประสาทส่วนกลาง ร่างกายจะใช้เวลากว่า 48 ชั่วโมง ในการสลายคาเฟอีน ถ้าร่างกายได้รับ คาเฟอีนจำนวนสูงประมาณ 3,000 - 10,000 มิลลิกรัม จะทำให้ตายในระยะอันสั้นได้ ถ้าเราดื่มกาแฟประมาณ 1/2 - 2 1/2 ถ้วย (50 - 200 มิลลิกรัม) ลดความเมื่อยล้าได้ประมาณครึ่งวัน หรือดื่มกาแฟขนาด 3 - 7 ถ้วย (200 - 500 มิลลิกรัม) ทำให้มือสั่น กระวนกระวายโกรธง่าย และปวดศรีษะ มีผลต่อหัวใจและเส้นเลือดคลายตัวหรือบีบรัดมากขึ้นเป็นบางแห่ง กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจ อาจเพิ่มลดอัตราการเต้นของหัวใจ อันตรายต่อผู้ป่วยที่ดื่มกาแฟมากๆ จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเป็นหย่อมๆ คาเฟอีนมีผลทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ไตรกลีเซอร์ไรด์สูงกรดไขมันอิสระสูง จึงไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือมีไขมัน ในเลือดสูง ฤทธิ์ของคาเฟอีนเพิ่มการหลั่งของกรดในกระเพาะ จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตไม่ทำงาน ผู้ที่ดื่มกาแฟ น้ำชา หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนผสมอยู่ รวมถึงการใช้ยาที่มีคาแฟอีนผสมอยู่รวมถึงการใช้ยาคาเฟอีนจนติดเป็นนิสัย จึงมีระดับคงทนต่อฤทธิ์คาเฟอีนสูงขึ้น โดยที่คาเฟอีนจะมีฤทธิ์ต่อร่างกายน้อยกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการของประสาทตื่นตัว ปวดศีรษะ และปวดกระเพาะ ความทนทานนี้จะลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น การหยุดดื่มกาแฟจะมีผลทำให้ปวดศีรษะ กระวนกระวายโกรธง่าย และไม่สนใจ สิ่งแวดล้อม สำหรับสตรีมีครรภ์นั้นไม่ควรดื่ม ชา กาแฟ โดยเด็ดขาด ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าคนเราควรได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับประมาณ 2 ถ้วย ( คือ กาแฟ 1 ถ้วย ใส่ผงกาแฟสำเร็จรูป 2 ช้อนชา น้ำประมาณ 1 ถ้วย) เวลาที่เหมาะสมจะดื่มชากาแฟนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน บางคนดื่มตอนเช้าเพื่อให้ลำไส้กระปรี้กระเปร่า ถ่ายสะดวก แต่จะทำให้หิวเร็วกว่าปกติ เพราะกาแฟจะกระตุ้นการหลั่งของน้ำย่อยเพราะฉะนั้นไม่ควรดื่มกาแฟแทนอาหารเช้า และ หันมาดื่มนมแทนจะดีกว่า ถ้าคนที่นอนหลับยาก หรือมีภาระกิจต้องตื่นแต่เช้า ก็ไม่ควรดื่มกาแฟหลังอาหารเย็นวันนั้น จะเห็นว่ากาแฟนั้นมีทั้งผลดีผลร้ายกับร่างกาย ดังนั้นผู้ที่ไม่ได้อยู่ในข่ายต้องห้าม ก็อาจดื่มเป็นประจำทุกวันได้ แต่ต้องกำจัด ปริมาณให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์